วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple) สักการะเจ้าแม่กวนอิมพันปี หมุนเจดีย์ขอพร ลิ้มลองสุดยอดอุด้งแห่งกุนมะ

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple) “วัดมิซูซาวะ คันนอน” วัดพันปีสุดขลัง ชิมอุด้งเทพแห่งกุนมะ นักเดินทางชาวไทย ใครกำลังมองหาทริป เที่ยววัดญี่ปุ่น ที่ไม่เหมือนใคร ได้ทั้งความสงบ อิ่มบุญ อิ่มใจ แถมยังได้อิ่มท้องกับของอร่อยระดับตำนานบ้าง? ถ้าใช่ล่ะก็… ปักหมุดด่วนๆ เลยที่ วัดมิซูซาวะ คันนอน (Mizusawa Kannon Temple) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกสั้นๆ ว่า วัดมิซูซาวะ แห่งจังหวัดกุนมะนี่เลย

ลืมภาพวัดเงียบๆ ขรึมๆ ไปก่อนได้เลย เพราะวัดนี้มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด ด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี ที่นี่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงาม เรื่องเล่าขานอันน่าทึ่ง และที่สำคัญ มี “กิมมิค” สนุกๆ ให้เราได้ร่วมขอพรแบบไม่เหมือนใคร แถมยังเป็นต้นกำเนิดของอุด้งชื่อดังที่ติดอันดับ Top 3 ของญี่ปุ่นอีกต่างหาก โอ้โห… ครบเครื่องขนาดนี้ จะพลาดได้ยังไงล่ะ

เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม แล้วตามเราไปสำรวจทุกซอกทุกมุมของ วัดมิซูซาวะ หนึ่งใน กุนมะ ที่เที่ยว สุดปังที่สายบุญและสายกินต้องหลงรักกันเลย

แอดไลน์เพื่อวางแผนการท่องเที่ยว

เพิ่มเพื่อน

สารบัญ

ย้อนรอยตำนาน 1,300 ปี แห่งวัดมิซูซาวะ คันนอน

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

ก่อนจะไปเดินชมรอบๆ วัด เรามาย้อนดูประวัติความเป็นมาอันน่าทึ่งของที่นี่กันสักหน่อยดีกว่า วัดมิซูซาวะ คันนอน (ชื่อเต็มๆ คือ โกะโตะคุซัง มิซึซะวะเดระ) ไม่ใช่วัดธรรมดาทั่วไปนะ เพราะตำนานเล่าว่าวัดนี้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยอาสึกะ (Asuka Period, ราวๆ ปี ค.ศ. 592-710) หรือกว่า 1,300 ปีมาแล้ว

ผู้ก่อตั้งคือ “ท่านเอคัง” (Ekan) พระสงฆ์ระดับสูงที่เดินทางมาจากอาณาจักรโคกูรยอ (เกาหลีในสมัยนั้น) ตามคำเชิญของผู้ปกครองแคว้นโคซึเกะ (จังหวัดกุนมะในปัจจุบัน) เพื่อสร้างวัดประจำตระกูลให้ ลองนึกภาพตามสิว่ายุคนั้นจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ว่ากันว่าเคยมีวัดย่อยๆ ถึง 30-40 แห่ง และพระพุทธรูปกว่า 1,200 องค์ประดิษฐานอยู่ในบริเวณนี้เลยทีเดียว

แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไป วัดจะเคยเผชิญทั้งความขัดแย้งและเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ถึงสองครั้ง แต่ด้วยพลังศรัทธา วัดก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะในยุคเอโดะ (Edo Period) ที่ได้รับการสนับสนุนจากโชกุนตระกูลโทกุงาวะ สังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ดอกฮอลลี่ฮ็อก (Hollyhock Crest) ของตระกูลโทกุงาวะที่ปรากฏอยู่ตามส่วนต่างๆ ของวัด ทั้งบนโคมไฟ หรือกระเบื้องหลังคา รวมถึงพลังศรัทธาจากผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ออนเซ็นอิคาโฮะ (Ikaho Onsen) ที่อยู่ใกล้เคียง ก็ช่วยให้วัดกลับมารุ่งเรืองจนถึงปัจจุบัน

การได้รู้ประวัติศาสตร์อันยาวนานแบบนี้ ทำให้การมาเยือน วัดมิซูซาวะ ไม่ใช่แค่การมาเที่ยวชมสถานที่ แต่เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสเรื่องราวในอดีตเลยนะเนี่ย

ก้าวแรกสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ประตูนิโอมอน และบันไดขจัดทุกข์

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

เอาล่ะ ได้เวลาออกสำรวจกันแล้ว จุดแรกที่เราจะเจอหลังจากเดินผ่านจุดชำระล้างร่างกาย (Chozuya) คือบันไดหิน 40 ขั้นที่ทอดตัวขึ้นไปยัง ประตูนิโอมอน (Niōmon) ประตูทางเข้าหลักของวัดที่ดูยิ่งใหญ่และสง่างามสมกับเป็นวัดเก่าแก่

พอเดินขึ้นไปถึงประตู สิ่งแรกที่สะดุดตาคือรูปปั้นผู้พิทักษ์ที่ดูน่าเกรงขาม หรือที่เรียกว่า “นิโอ” (Niō) สององค์ ยืนเฝ้าอยู่ทางซ้ายและขวา นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นเทพแห่งลม (Fujin) และเทพแห่งสายฟ้า (Raijin) ที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง เพิ่มความขลังให้กับประตูแห่งนี้

ทริคเล็กๆ

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

  • อย่าลืมหันหลัง ก่อนจะเดินเข้าประตู ลองหันหลังกลับไปมองวิวเบื้องล่างดูสิ คุณจะเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติของภูเขาและป่าไม้ที่สวยงามมากๆ เป็นจุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาดเลย
  • แหงนหน้ามองเพดาน บนเพดานของประตูนิโอมอน มีภาพวาดมังกรสุดอลังการซ่อนอยู่ เป็นผลงานของ “คาโน ทันอุน” (Kanou Tanun) จิตรกรชื่อดังในสมัยเอโดะตอนกลาง ลองมองหากันดูนะ
  • แอบขึ้นชั้นสอง มีบันไดเล็กๆ (นักท่องเที่ยวขึ้นได้) พาขึ้นไปยังชั้นสองของประตู ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ 3 องค์ คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า (Gautama Buddha), พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ (Manjushri), และพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ (Samantabhadra) รวมถึงพระอรหันต์ 16 องค์ด้วย

หลังจากชื่นชมความงามของประตูนิโอมอนแล้ว เราต้องเดินขึ้นบันไดอีก 97 ขั้น เพื่อไปยังอาคารวัดส่วนต่อไป… เอ๊ะ ทำไมต้อง 97 ขั้น? มีความเชื่อที่น่าสนใจซ่อนอยู่ ในภาษาญี่ปุ่น เลข 9 ออกเสียงว่า “คุ” (Ku) ซึ่งพ้องกับคำว่า “ความทุกข์ยาก” ส่วนเลข 7 ออกเสียงว่า “นะ” (Na) ซึ่งสื่อถึง “การผ่านพ้น” ดังนั้น บันได 97 ขั้นนี้จึงเปรียบเสมือนเส้นทางที่เมื่อเราก้าวผ่านไปแล้ว ความทุกข์ยากทั้งหลายก็จะมลายหายไปนั่นเอง (แต่แอบกระซิบว่าบันไดค่อนข้างชันนิดนึง เดินช้าๆ ระวังๆ นะ)

ส่งเสียงถึงสวรรค์ หอระฆัง (Shōrō) และเคล็ดลับการตีระฆังขอพร

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

เดินขึ้นบันไดมาแล้ว จะพบกับ หอระฆัง (Shōrō) ตั้งเด่นอยู่ทางขวามือ ระฆังใบใหญ่ที่แขวนอยู่นี้มีชื่อว่า “ไทวะ โนะ คาเนะ” (Taiwa no Kane – ระฆังแห่งความปรองดอง) สร้างเสร็จเมื่อปี 1975

คนญี่ปุ่นเชื่อกันมาแต่โบราณว่า เสียงระฆังวัดนั้นเปรียบเสมือน “เสียงของพระพุทธเจ้า” การได้ยินเสียงระฆังในตอนเช้าและเย็น เป็นเหมือนการแสดงความขอบคุณต่อธรรมชาติและสวดภาวนาต่อพระพุทธองค์ เสียงก้องกังวานที่ดังไปทั่วหุบเขาจะช่วยให้จิตใจสงบ รู้สึกผ่อนคลาย

และข่าวดีก็คือ… นักท่องเที่ยวอย่างเรา สามารถตีระฆังใบใหญ่นี้ได้ด้วย เพียงแค่หยอดเหรียญบริจาค 100 เยน (ประมาณ 25 บาท)* คุณก็สามารถจับเชือกแล้วตีระฆังเพื่อขอพรได้เลย เชื่อกันว่าเสียงระฆังจะช่วยขับไล่กิเลส ความปรารถนาทางโลก และนำพาโชคลาภมาให้

ข้อควรรู้ก่อนตีระฆัง

  • ตี “ก่อน” ไหว้พระ เคล็ดลับสำคัญคือ ควรตีระฆัง ก่อน ที่จะเข้าไปสักการะพระประธานในอุโบสถนะ มีความเชื่อว่าถ้าตีระฆัง หลังจาก ไหว้พระ พรที่ได้รับมาอาจจะหายไปพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังก้องไป
  • ตั้งใจฟังเสียง ลองหลับตาแล้วฟังเสียงระฆังที่กังวานไปทั่วบริเวณดูสิ แม้เราอาจจะไม่ได้ยินสารจากพระพุทธเจ้า แต่ความใสและความสงบของเสียงก็น่าจะช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นได้ไม่น้อยเลย

ในคืนวันสิ้นปี (New Year’s Eve) ที่วัดแห่งนี้ก็จะมีการตีระฆัง 108 ครั้ง เพื่อขับไล่กิเลส 108 ประการ ต้อนรับปีใหม่ด้วยเช่นกัน เป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญของการ เที่ยววัดญี่ปุ่น เลยทีเดียว

(อัตราแลกเปลี่ยน ณ เมษายน 2025 1 JPY ≈ 0.25 THB อาจมีการเปลี่ยนแปลง)

หัวใจแห่งศรัทธา อุโบสถหลัก (Hondo) และองค์เจ้าแม่กวนอิม คันนอน

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

เดินตรงเข้ามาอีกนิดก็จะถึง อุโบสถหลัก (Hondo) อาคารไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางวัด ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์พระประธานที่สำคัญที่สุดของ วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple) นั่นคือ พระโพธิสัตว์คันนอน 11 เศียร พันกร (Juichimen Senju Kannon Bosatsu) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในนาม เจ้าแม่กวนอิม คันนอน นั่นเอง

ทำไมต้องมี 11 หน้า แล้วทำไมต้องมีตั้ง 1,000 มือ? ตามความเชื่อแล้ว จำนวนหน้าและแขนที่มากมายนี้เป็นสัญลักษณ์เปรียบเปรยว่า องค์ เจ้าแม่กวนอิม คันนอน ทรงรับฟังคำอธิษฐานของสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เสมอ และมีพระกรมากมายพร้อมที่จะยื่นความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ร้องขอ ท่านจึงเป็นที่รู้จักในฐานะเทพีแห่งความเมตตามาตั้งแต่โบราณกาล

ตำนานน่าสนใจ มีเรื่องเล่าว่า องค์คันนอนที่ประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ เดิมเป็นของภรรยาของผู้ปกครองแคว้นโคซึเกะ (ผู้ที่บัญชาให้สร้างวัด) ซึ่งนางได้รับการช่วยเหลือจากองค์คันนอนให้รอดพ้นจากการถูกแม่เลี้ยงจับไปถ่วงน้ำ ด้วยเหตุนี้ วัดมิซูซาวะจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความศรัทธาจากผู้หญิงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ มักจะเดินทางมาขอพรให้คลอดง่าย ปลอดภัย และให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง

แม้ไม่ได้เห็นองค์จริง ต้องบอกก่อนว่า องค์คันนอนพระประธานนี้เป็น “ฮิบุตสึ” (Hibutsu) หรือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่จะไม่เปิดให้สาธารณชนได้เห็นเป็นปกติ จะมีการเปิดให้สักการะเป็นกรณีพิเศษเพียง “ทุกๆ 12 ปี” เท่านั้น (ใครมาตรงจังหวะพอดี ถือว่าโชคดีมากๆ) แต่ถึงแม้เราจะไม่ได้เห็นองค์จริง การได้มาสักการะที่หน้าอุโบสถ จุดธูป เทียน ขอพร ก็ถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งแล้ว เชื่อกันว่าควันธูปที่ลอยอบอวลอยู่หน้าอุโบสถจะช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วย

สังเกตรายละเอียด ตัวอุโบสถที่เห็นในปัจจุบันสร้างเสร็จในช่วงกลางยุคเอโดะ มีงานแกะสลักไม้ที่สวยงามใต้หลังคา ลองสังเกตโคมไฟขนาดใหญ่หน้ากล่องบริจาค จะเห็นตราดอกฮอลลี่ฮ็อกของตระกูลโทกุงาวะอยู่ด้วย บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันดีในอดีต

กิมมิคสุดสนุก หมุนเจดีย์ขอพร ที่ “รกคาคุโดะ” (Rokkakudo)

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

มาถึงไฮไลท์เด็ดที่ห้ามพลาดเด็ดขาดเมื่อมา เที่ยววัดญี่ปุ่น แห่งนี้ นั่นคือ รกคาคุโดะ (Rokkakudo) หรือ เจดีย์หกเหลี่ยม นั่นเอง อาคารไม้สีแดงสด 2 ชั้น ทรงหกเหลี่ยมแปลกตา หลังคามุงด้วยทองแดง สร้างเสร็จในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดด้วยนะ

ทำไมต้องเป็นทรงหกเหลี่ยม? เพราะอาคารนี้เป็นที่ประดิษฐาน พระจิโซโพธิสัตว์ (Jizo Bosatsu) ถึง 6 องค์ พระจิโซเป็นพระโพธิสัตว์ที่เชื่อว่าคอยคุ้มครองดูแลทั้ง 6 ภพภูมิ ตามวงล้อชีวิตในพุทธศาสนา (นรก, เปรต, อสูรกาย, สัตว์เดรัจฉาน, มนุษย์, และสวรรค์) รูปทรงหกเหลี่ยมจึงเป็นตัวแทนของทั้ง 6 โลกนี้นั่นเอง

ทีเด็ดอยู่ตรงนี้ พระจิโซทั้ง 6 องค์ ประดิษฐานอยู่บน ฐานไม้ขนาดใหญ่ที่สามารถหมุนได้ มีความเชื่อว่า หากคุณตั้งจิตอธิษฐานถึงสิ่งที่ปรารถนาอย่างแน่วแน่ แล้วออกแรง หมุนฐานพระจิโซนี้ตามเข็มนาฬิกา (ทางซ้าย) ให้ครบ 3 รอบ คำอธิษฐานของคุณจะเป็นจริง

เตรียมพลังแขนมาหน่อยนะ ฐานหมุนนี้ค่อนข้างใหญ่และหนักพอสมควรเลย อาจจะต้องใช้แรงนิดนึง ชวนเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวมาช่วยกันหมุนก็ได้ สนุกไปอีกแบบ ระหว่างหมุนก็อย่าลืมตั้งสมาธิขอพรไปด้วยนะ

ชมความงามเพิ่มเติม

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

  • เพดาน 12 นักษัตร หลังจากหมุนขอพรเสร็จแล้ว อย่าลืมเงยหน้ามองเพดานของรกคาคุโดะนะ มีการแกะสลักและวาดภาพ 12 นักษัตรที่ไม่ซ้ำกัน สวยงามน่าชมมาก
  • ชั้นสอง บนชั้นสองของเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐานพระไวโรจนพุทธะ (Vairocana Buddha)
  • พระพุทธรูปคุ้มครอง 12 นักษัตร บริเวณข้างๆ รกคาคุโดะ มีพระพุทธรูป 8 องค์ตั้งเรียงอยู่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปผู้คุ้มครอง 12 นักษัตร (บางนักษัตรใช้พระพุทธรูปองค์เดียวกัน) ลองมองหาพระพุทธรูปประจำปีเกิดของคุณ แล้วไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลได้เลย

การได้มาร่วมกิจกรรมหมุนเจดีย์ขอพรแบบนี้ เป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าจดจำมากๆ เลย ทำให้การมาเยือน วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple) มีสีสันมากขึ้นจริงๆ

ข้อมูลจาก : https://mizusawakannon.or.jp/th

สำรวจจุดน่าสนใจอื่นๆ และความเชื่อในวัดมิซูซาวะ

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

นอกจากอาคารหลักๆ ที่กล่าวมาแล้ว ภายใน วัดมิซูซาวะ ยังมีจุดเล็กจุดน้อยที่น่าสนใจอีกเพียบเลย เดินเล่นสำรวจไปเรื่อยๆ ก็จะเจอเรื่องราวและความเชื่อต่างๆ ซ่อนอยู่

  • ศาลเจ้าอิดูนะ ไดกอนเก็น (Iiduna Daigongen) สังเกตประตูโทริอิสีแดงสดที่อยู่ใกล้อุโบสถ นั่นคือทางเข้าศาลเจ้าเล็กๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพผู้พิทักษ์ภูเขามิซูซาวะมาตั้งแต่โบราณกาล ตัวศาลเจ้าได้รับการบูรณะใหม่ในปี 1994 ใครที่เป็นสายเดินป่า บริเวณใกล้ๆ ประตูโทริอินี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินป่าขึ้นสู่ยอดเขามิซูซาวะ (สูง 1,194 เมตร ใช้เวลาประมาณ 90-120 นาที) ว่ากันว่าถ้าฟ้าใสมากๆ จะมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วยนะ
  • บ่อน้ำริวโอ เบ็นไซเท็น (Ryūō Benzaiten) ระหว่างทางเดินจากประตูนิโอมอนมายังอุโบสถ จะเจอบ่อน้ำเล็กๆ ที่มีรูปปั้นเทพี “เบ็นไซเท็น” (เทพีแห่งโชคลาภ วาจา และศิลปะ) ประดิษฐานอยู่บนเกาะกลางน้ำ เชื่อกันว่าน้ำในบ่อนี้คือ น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ของวัดมิซูซาวะ คันนอน และเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ร้านอาหารแถวนี้นำไปใช้ทำ มิซูซาวะ อุด้ง แสนอร่อยนั่นเอง มิน่าล่ะ เส้นถึงได้นุ่มอร่อยขนาดนั้น
    • กิมมิคกบนำโชค ข้างๆ บ่อน้ำ มีก๊อกน้ำและรูปปั้นกบตัวเล็กๆ อยู่ ว่ากันว่าในอดีตที่เคยขาดแคลนอาหาร ชาวบ้านเคยกินกบเพื่อประทังชีวิต จึงสร้างรูปปั้นนี้เพื่อขอบคุณ นักท่องเที่ยวสามารถตักน้ำราดที่ตัวกบแล้วอธิษฐานขอพรได้ น่ารักดีนะ (^_-)-☆
  • อาคารชากะโด (Shakadō) เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ของวัด สร้างเสร็จปี 2001 เพื่อเก็บรักษาพระพุทธรูปและม้วนภาพสำคัญต่างๆ เช่น พระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์, พระพุทธรูปปางสมาธิฝีมือพระเอนคุ, รูปปั้นเทพ 28 องค์ ฯลฯ เปิดให้เข้าชมฟรี (900-1600)
    • พระบินซึรุรักษาโรค ที่ด้านหน้าทางเข้าอาคาร มีรูปปั้น “พระบินซึรุ” (Binzuru Sonja) สีแดงสด เชื่อว่าท่านมีพลังในการรักษาโรค หากเราเจ็บป่วยตรงส่วนไหนของร่างกาย ให้ลองลูบไปที่ส่วนนั้นของรูปปั้น แล้วอาการจะดีขึ้น (ถ้าวันที่ไป อาคารชากะโดปิด ไม่ต้องเสียใจ ที่อุโบสถหลักก็มีรูปปั้นพระบินซึรุอีกองค์ให้ลูบขอพรได้เช่นกัน)
  • มิซุโกะ จิโซ (Mizuko Jizo) รูปปั้นพระจิโซที่อุทิศให้กับดวงวิญญาณของทารกที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ไม่ว่าจะจากการแท้ง คลอดแล้วเสียชีวิต หรือเหตุอื่นๆ พ่อแม่มักจะมาสวดมนต์ภาวนาขอให้ดวงวิญญาณน้อยๆ เหล่านี้ไปสู่สุคติ เป็นมุมที่สะท้อนความรักและความผูกพันของครอบครัวได้เป็นอย่างดี

การเดินสำรวจจุดต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เราได้เห็นความเชื่อและวัฒนธรรมที่หลากหลายซึ่งผสมผสานอยู่ใน วัดมิซูซาวะ แห่งนี้

ที่สุดแห่งความอร่อย ต้องลอง “มิซูซาวะ อุด้ง” ต้นตำรับเส้นเทพ

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

มาถึง วัดมิซูซาวะ ทั้งที จะไม่พูดถึงสุดยอดของดีของเด็ดประจำถิ่นอย่าง “มิซูซาวะ อุด้ง (Mizusawa Udon)” ไม่ได้เด็ดขาด ขอบอกเลยว่านี่ไม่ใช่อุด้งธรรมดาทั่วไปนะ แต่มันคือ 1 ใน 3 สุดยอดอุด้งแห่งประเทศญี่ปุ่น (อีกสองเจ้าคือ ซานุกิอุด้ง จากคางาวะ และ อินานิวะอุด้ง จากอาคิตะ) แค่ตำแหน่งก็การันตีความอร่อยแล้ว

อะไรคือเคล็ดลับความอร่อยขั้นเทพ?

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

  • น้ำคือหัวใจ ความลับสุดยอดอยู่ที่การใช้ “น้ำแร่บริสุทธิ์จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของวัดมิซูซาวะ” เป็นส่วนผสมหลัก ร่วมกับแป้งสาลีและเกลือชั้นดีเท่านั้น ไม่มีการปรุงแต่งอะไรเพิ่มเติม แต่ด้วยคุณภาพของน้ำ ทำให้เส้นอุด้งที่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • เส้นเหนียว นุ่ม หนึบ เส้นของ มิซูซาวะ อุด้ง จะมีสีขาวนวล กึ่งโปร่งแสงเล็กน้อย มีความเหนียวกำลังดี นุ่มละมุนลิ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความ “หนึบสู้ฟัน” ให้เคี้ยวเพลิน ไม่เละหรือแข็งจนเกินไป เป็นเนื้อสัมผัสที่ลงตัวสุดๆ
  • ตำนานจากผู้แสวงบุญ ว่ากันว่าอุด้งชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อถวายและเลี้ยงรับรองผู้แสวงบุญที่เดินทางมาสักการะ เจ้าแม่กวนอิม คันนอน ที่วัดแห่งนี้ในสมัยก่อน จึงเป็นที่มาของชื่อ “มิซูซาวะ อุด้ง
  • กินแบบเย็นสดชื่น สไตล์การเสิร์ฟแบบดั้งเดิมและฮิตที่สุดคือ แบบเย็น (Zaru Udon) โดยจะเสิร์ฟเส้นอุด้งมาบนถาดไม้ไผ่ อาจโรยงาขาวเล็กน้อย วิธีกินคือคีบเส้นไปจุ่มในน้ำจิ้ม (Tsuyu) ซึ่งปกติจะมีให้เลือก 2 แบบ คือ ซอสโชยุ (รสเค็มๆ หวานๆ กลมกล่อม) และ ซอสงา (รสหอมมันเข้มข้น) กินแล้วสดชื่น คล่องคอมากๆ เหมาะกับการกินหลังเดินเที่ยววัดมาเหนื่อยๆ (แต่หลายร้านก็มีแบบร้อนให้เลือกทานเช่นกัน)

แหล่งรวมร้านอร่อย บริเวณถนนหน้าวัดมิซูซาวะ เรียงรายไปด้วยร้านอาหารที่เชี่ยวชาญการทำ มิซูซาวะ อุด้ง โดยเฉพาะ มีให้เลือกชิมหลายสิบร้าน แต่ละร้านก็อาจจะมีสูตรน้ำจิ้ม หรือเครื่องเคียงที่แตกต่างกันไป ลองเลือกร้านที่ชอบ หรือร้านที่คนเยอะๆ ก็ได้รับรองว่าอร่อยเด็ดไม่แพ้กัน ราคาโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,500 เยน (ประมาณ 250 – 375 บาท)* ต่อเซ็ต ถือว่าคุ้มค่ากับประสบการณ์ความอร่อยระดับตำนานแบบนี้มากๆ มาถึงถิ่นแล้วต้องจัด

(อัตราแลกเปลี่ยน ณ เมษายน 2025 1 JPY ≈ 0.25 THB อาจมีการเปลี่ยนแปลง)

ข้อมูลจำเป็น & การเดินทางสู่ วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

พร้อมจะไปสัมผัสความขลังและความอร่อยที่ วัดมิซูซาวะ กันหรือยัง? มาดูข้อมูลสำคัญสำหรับการเดินทางกันหน่อย

การเดินทาง

  • จากสถานี Takasaki (เมืองใหญ่ใกล้เคียง)
    • รถบัส เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับขนส่งสาธารณะ นั่งรถบัสของบริษัท Gunma Bus สายที่มุ่งหน้าไป ออนเซ็นอิคาโฮะ (Ikaho Onsen) (จะมีป้ายบอกว่าผ่าน Mizusawa) ลงที่ป้าย “Mizusawa Kannon” (水澤観音) ซึ่งอยู่หน้าวัดเลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 70 นาที ค่าโดยสารประมาณ 940 เยน (ราว 235 บาท)*
  • จาก ออนเซ็นอิคาโฮะ (Ikaho Onsen)
    • รถบัส หากพักหรือเที่ยวอยู่ที่อิคาโฮะ สามารถนั่งรถบัสท้องถิ่นสายที่วิ่งไปทาง Takasaki (จะมีป้ายบอกว่าผ่าน Mizusawa) ลงที่ป้าย “Mizusawa Kannon” ได้เช่นกัน ใช้เวลาเพียง 10 นาที ค่าโดยสารประมาณ 310 เยน (ราว 78 บาท)*
    • ข้อควรระวัง รถบัสทั้งสองเส้นทางอาจมีรอบวิ่งไม่ถี่มากนัก (บางทีออกทุกๆ 1-2 ชั่วโมง) ควรตรวจสอบตารางเวลารถบัสล่วงหน้าที่สถานี หรือจากเว็บไซต์ของ Gunma Bus เพื่อวางแผนการเดินทางได้พอดี
  • รถยนต์ส่วนตัว/แท็กซี่ หากเช่ารถขับเที่ยวเองใน กุนมะ ที่เที่ยว ต่างๆ การขับรถมาวัดมิซูซาวะจะสะดวกและคล่องตัวที่สุด มีที่จอดรถให้บริการ หรือสามารถเรียกแท็กซี่จากสถานีรถไฟใกล้เคียง (เช่น Shibukawa หรือ Takasaki) หรือจากอิคาโฮะได้ แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่ารถบัสพอสมควร

Google Map : Mizusawadera Temple (Mizusawa Kannon)

ค่าเข้าชม

  • เข้าฟรี การเข้าชมบริเวณต่างๆ ภายใน วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple) ไม่เสียค่าใช้จ่าย (ยกเว้นค่าทำบุญ หรือค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เช่น ค่าตีระฆัง 100 เยน)

เวลาเปิด-ปิด

  • โดยทั่วไป บริเวณวัดเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 8:00 น. ถึง 17:00 น.
  • อาคารชากะโด (พิพิธภัณฑ์) เปิด 09:00 น. ถึง 16:00 น.
  • เปิดทุกวัน ไม่มีวันปิดทำการ

เที่ยวช่วงไหนดี?

  • วัดมิซูซาวะสามารถเที่ยวชมได้ ตลอดทั้งปี แต่ละฤดูก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป
    • ฤดูใบไม้ผลิ อากาศเย็นสบาย ดอกไม้นานาชนิดเริ่มผลิบาน
    • ฤดูร้อน เขียวชอุ่ม สดชื่น
    • ฤดูใบไม้ร่วง อากาศดี ใบไม้รอบๆ วัดเริ่มเปลี่ยนสีสวยงาม (ช่วงพีคประมาณเดือนพฤศจิกายน)
    • ฤดูหนาว อาจมีหิมะตก บรรยากาศเงียบสงบ สวยไปอีกแบบ

เที่ยวต่อยอด

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

  • จากวัดมิซูซาวะ สามารถเดินทางต่อไปเที่ยว ออนเซ็นอิคาโฮะ (Ikaho Onsen) ได้ง่ายๆ หรือจะไปท้าทายกับการปีนเขาที่ ภูเขาเมียวกิ (Mt. Myogi) ที่มีหินรูปทรงแปลกตาก็อยู่ไม่ไกลกันนัก สามารถจัดเป็นทริปเที่ยว กุนมะ ที่เที่ยว แบบ 1-2 วันได้สบายๆ

(อัตราแลกเปลี่ยนและค่าโดยสาร ณ เมษายน 2025 1 JPY ≈ 0.25 THB อาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทาง)

บทสรุป วัดมิซูซาวะ คันนอน มากกว่าแค่วัด แต่คือประสบการณ์ที่ต้องสัมผัส

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

ทำไม วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple) ถึงเป็นจุดหมายที่น่าสนใจ และควรค่าแก่การมาเยือนสักครั้ง?

  1. ประวัติศาสตร์มีชีวิต สัมผัสความขลังของวัดโบราณอายุกว่า 1,300 ปี ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและตำนาน
  2. สถาปัตยกรรมน่าทึ่ง ชื่นชมความงามของอาคารไม้เก่าแก่ ทั้งอุโบสถ ประตูนิโอมอน และโดยเฉพาะเจดีย์หกเหลี่ยม (รกคาคุโดะ) ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
  3. กิจกรรมขอพรสุดว้าว ร่วมหมุนฐานพระจิโซที่รกคาคุโดะเพื่ออธิษฐานขอพร และตีระฆังใหญ่ที่หอระฆัง เป็นประสบการณ์ เที่ยววัดญี่ปุ่น ที่สนุกและน่าจดจำ
  4. พลังศรัทธาแห่งคันนอน สักการะ เจ้าแม่กวนอิม คันนอนเทพีแห่งความเมตตา แม้ไม่ได้เห็นองค์จริง แต่ก็สัมผัสได้ถึงพลังความศรัทธาของผู้คน
  5. ต้นกำเนิดอุด้งเทพ ลิ้มลอง มิซูซาวะ อุด้ง เส้นเหนียวนุ่มระดับตำนาน 1 ใน 3 สุดยอดอุด้งของญี่ปุ่น ณ ถิ่นกำเนิดแท้ๆ
  6. เดินทางสะดวก เที่ยวต่อง่าย ไม่ไกลจาก ออนเซ็นอิคาโฮะ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ ใน กุนมะ ที่เที่ยว น่าสนใจอีกมากมาย

วัดมิซูซาวะ คันนอน ไม่ใช่แค่สถานที่ทางศาสนา แต่เป็นแหล่งรวมทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเชื่อ สถาปัตยกรรม และอาหารอร่อยไว้ในที่เดียว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของญี่ปุ่นในมุมที่แตกต่างออกไป ลองเปิดใจแล้วมาเยือนที่นี่ดูสักครั้ง รับรองว่าจะได้รับความประทับใจกลับไปแน่นอน

วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นครั้งหน้าให้พิเศษกว่าเดิม

วัดมิซูซาวะ (Mizusawa Temple)

ต้องการวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมที่ตรงใจ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยออกแบบการเดินทางส่วนตัวก็เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยม

Artralux พร้อมให้บริการออกแบบแพ็คเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะคุณ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยสร้างสรรค์ตารางการเดินทางและกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสนใจ งบประมาณ และสไตล์การเที่ยวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการตามรอยวัดเก่าแก่พันปีอย่างวัดมิซูซาวะ การแช่ออนเซ็นส่วนตัวที่อิคาโฮะ หรือการตามล่าหาของอร่อยต้นตำรับ เราจัดให้ได้ ให้คุณได้เพลิดเพลินกับการเดินทางอย่างสุขสบาย คุ้มค่า และน่าประทับใจที่สุด

แอดไลน์เพื่อวางแผนการท่องเที่ยว

เพิ่มเพื่อน

สนใจติดต่อ Artralux ที่ 02-047-0083 หรือ ผ่านช่องทางไลน์ Line: @Artralux (มี @ นำหน้า)

📞 | 02-047-0083

💬 | (Line) https://bit.ly/3I9BJ42

SHARES

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ของเรา

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว บันทึกการตั้งค่า